วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ศาสนาคริสต์

 ศาสนาคริสต์

ประวัติศาสนาคริสต์

    ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และเผยแพร่อย่างรุ่งโรจน์ในโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์ของศาสนามีความยาวนานสืบทอดมาแต่ศาสนายิว แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากศาสนายิวในช่วงของการเผยแพร่ศาสนา คือ ในสมัยที่พระเยซูออกสั่งสอนประชาชน อย่างไรก็ตามศาสนาคริสต์ยังคงยืนหยัดต่อสู่กระแสต้านของสังคมตะวันตกในสมัยนั้นมาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะ นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีจิตใจศรัทธาพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความ เสียสละ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้พวกตะวันตกในสมัยต่อมาได้เข้าสู่กระแสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

    ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์มีความสัมพันธ์กับศาสนายิวอย่างใกล้ชิด จนเป็นที่ยอมรับกันว่าทั้งสองศาสนานี้มีลักษณะเป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าได้เข้ามาเกี่ยวข้องและกำหนดมรรคาแห่งชีวิตที่ทุกคนจะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง บุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้ อาทิเช่น อับราฮัม (Abraham) โยเซฟ (Joseph) โมเสส (Moses) และกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) ฯลฯ ล้วนเป็นศาสดาที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้เป็นไปตามแผนที่พระองค์ได้วางไว้เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้ถึงความรอด (Salvation) คัมภีร์ไบเบิลทั้งสองภาค พันธสัญญาจึงเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนา

    ประวัติศาสตร์ศาสนายูดายของพวกยิว ทำให้เราเห็นว่า พวกเขามีความผูกพันกับ พระเจ้ามาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นชาติที่พระเจ้าได้เลือกให้เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต พระองค์ได้สัญญากับพวกเขา ที่จะให้ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม พวกเขาจึงเดินทางเร่ร่อนเพื่อจะหาดินแดนที่พระเจ้าได้สัญญาไว้นี้ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเดินทางของพวกยิว พวกเขาต้องประสพกับความทุกข์ยาก การกดขี่ และภัยจากสงครามของชนชาติ มหาอำนาจ ทำให้พวกเขาต่างรอคอยพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าจะส่งมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นทุกข์ และเป็นผู้ที่จะนำสันติสุขที่แท้จริงมาสู่พวกเขา

    ศาสดาประกาศกหลายท่านได้ทำนายเกี่ยวกับการมาของ พระเมสสิยาห์ ยิ่งทำให้ชาวยิวมีความหวังมากขึ้น แม้ในปัจจุบันนี้ชาวยิวในศาสนายูดายยังคง รอคอยอยู่ แต่สำหรับชาวคริสต์พระเมสสิยาห์ คือ พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) บังเกิดขึ้นมาในตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อเบธเลเฮม(Bethlehem)ในแคว้นยูดาห์ ตรงกับปีพุทธศักราช 543วันที่บังเกิดขึ้นไม่มีการบันทึกแน่นอน แต่ศาสนจักรได้กำหนดเอาวันที่ 25 ธันวาคม ของ(คาทอลิก) ของออร์โธด็อกซ์ กำนดเอาวันที่ 7 มกราคม ของทุกปี เป็นวันเริ่มคริสตศักราชที่ 1 มารดามีนามว่า มารีอา (Maria) ชาวคริสต์เชื่อกันว่า นางมารีอานั้นตั้งครรภ์ไม่เหมือนสตรีอื่น เพราะเป็นการตั้งครรภ์โดยอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นพระเยซูจึงเป็นบุตรของพระเจ้า ส่วนโยเซฟ (Joseph) นั้นเป็น บิดาเลี้ยงที่มีสายเลือดสืบมาแต่กษัตริย์ดาวิด

    พระเยซูในวัยเด็กนั้นมีจิตใจที่ใฝ่ในธรรม มีความชอบใจที่จะพูดถึงเรื่องธรรมกับ นักศาสนา ครั้นมีอายุได้ 30 ปี จึงรับบัพติศมา (Baptism) หรือการรับศีลล้างบาปจากยอห์น (John) ซึ่งเป็น ศาสดานักบุญในสมัยนั้น การรับศีลล้างบาปนี้กระทำที่แม่น้ำจอร์แดน ต่อมาพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ ของชาวคริสต์ทุกคนที่จะต้องกระทำเพื่อประกาศตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน

    หลังจากนั้นพระเยซูได้ออกเทศนาทั่วประเทศเพื่อประกาศ “ข่าวประเสริฐ” อันเป็นหนทางแห่งความรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของพระเยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ในขณะนั้นได้มีผู้สนใจคำสอนของพระเยซู แต่ส่วนมากเป็นชนชั้นชาวบ้าน ที่ยากจนและชาวประมง พระเยซูได้คัดเลือกสาวกจากบุคคลเหล่านี้ได้ทั้งหมด 12 คน

    สาวกทั้ง 12 คนนี้ ได้ติดตามรับใช้พระเยซูอย่างใกล้ชิดเพื่อเผยแพร่ศาสนา แต่กระนั้นก็ยังมีสาวกที่มีจิตใจดื้อดึง คือ ยูดาส อิสคาริออท (Judas Iscariot) ยอมทรยศเพื่อเห็นแก่เงินสินบน ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคำสอนของพระเยซูมีส่วนทำให้ผู้นำศาสนา ยูดาย ขุนนางและคน ร่ำรวยบังเกิดความไม่พอใจ เพราะถูกตำหนิจึงโกรธแค้นคิดหาทางทำร้าย ด้วยการจับตัวไปขึ้นศาลของเจ้าเมืองชาวโรมัน โดยยูดายรับอาสาชี้ตัวพระเยซู เมื่อวันที่ผู้นำศาสนา ยูดายมาจับตัวพระเยซูไป สาวกทั้ง 11 คน ได้รีบหลบหนีทิ้งให้พระเยซูถูกจับไปลงโทษ โดยการตรึงกับไม้กางเขนพระเยซูถูกทรมานอย่างโหดร้ายทารุณจนสิ้นพระชนม์ในขณะที่มีพระชนมายุได้ 33 ปี เท่านั้น จึงใช้เวลาประกาศศาสนาเพียง 3 ปี

    ชาวคริสต์เชื่อกันว่าหลังจากที่พระเยซูได้สิ้นพระชนม์ไป 3 วันแล้วได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง โดยปรากฏแก่สาวกทั้ง 11 คน พวกเขาได้ทดสอบพระเยซูหลายครั้งจนมั่นใจว่าการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นไม่ใช่เรื่องหลอกลวงแต่เป็นจริง ประกอบกับการเทศนาสั่งสอนย้ำให้สาวกทั้งหลายมีความเข้าใจในพระคัมภีร์ พวกเขาทั้ง 11 คน ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็ม จึงร่วมกันอธิษฐานอย่างขะมักเขม้น นับแต่นั้นมาอัครสาวกทั้ง 11 คน และมัทธีอัส (Matthias) ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในภายหลังรวมเป็น 12 คน ได้ช่วยกันเผยแพร่ศาสนาอย่างมั่นคงทำให้มีผู้เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากมาย แต่ในขณะเดียวกันการเผยแพร่ศาสนามีความลำบากเป็นอย่างมาก เพราะถูกต่อต้านอยู่เสมอจากพวกที่นับถือศาสนายูดาย

    ในบรรดาสาวกของพระเยซูนักบุญเปโตร (Petro) ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็น หัวหน้าโดยนัยนี้ท่านจึงเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์เป็นคนแรก นักบุญเปโตรได้เผยแพร่ศาสนาถึงกรุงโรม และได้เลือกกรุงโรมเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของศาสนจักร ในบั้นปลายชีวิตของท่านนั้นได้ถูกพวกทหารโรมันจับทรมานและประหารชีวิต

    ความเจริญของศาสนาคริสต์ได้มีมายาวนาน จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมของพวกจักรวรรดิ์นิยมชาวยุโรปและอเมริกัน ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ศาสนาคริสต์ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในประเทศต่าง ๆ ที่นักล่าอาณานิคมเหล่านี้ไปถึง ทำให้คริสต์ศาสนิกชน มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทั้งในทวีปยุโรป อาฟริกา อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยได้มีนักสอนศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเข้ามาเผยแพร่ โดยเดินทางมาพร้อมกับพวกทหารและพ่อค้าของประเทศเหล่านั้น ทำให้มีคนไทยนับถือศาสนาคริสต์กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ


สิ่งเคารพสูงสุด

    ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม คือมีพื้นฐานความเชื่อว่ามีเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีชื่อว่า พระยะโฮวาห์ (GOD) โดยพระผู้เป็นเจ้านี้จะเป็นผู้ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสลายไป


จุดหมายสูงสุด

    จุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต์คือ การได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร โดยมีความเชื่อมาดั้งเดิมว่าจะมีพระเมสสิอาห์ (พระคริสต์) มาเกิดและมาช่วยไถ่บาปให้มวลมนุษย์พ้นจากบาป และได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร ซึ่งวันนั้นจะเรียกว่า วันของพระเจ้า คือเป็นวันที่คนชั่วคนบาปจะถูกลงโทษ ส่วนคนที่เชื่อมั่นในพระเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร


ความเชื่อและหลักปฏิบัติ

    ชาวคริสต์จะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยมีอาดัมกับอีฟเป็นมนุษย์คู่แรก และเลี้ยงไว้ในสวนอีเดนของพระองค์ ซึ่งแต่แรกอาดัมกับอีฟยังมีจิตที่บริสุทธิ์ ต่อมาถูกปีศาจงูยุให้กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว จึงทำให้จิตไม่บริสุทธิ์(คือรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว) พระเจ้าทรงสาปให้ทั้งคู่ต้องมีบาปนิรันดร และมีลูกหลานสืบต่อกันไป โดยได้สร้างโลกให้ทั้งคู่อาศัยอยู่ จนกว่าที่ใครจะได้กินผลไม้ที่ทำให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ได้ ก็จะได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร.

    สรุปว่าชาวคริสต์เชื่อว่าชีวิตนี้มีเพียงชีวิตเดียว คือถ้าตายแล้วจะต้องถูกพิพากษาจากพระเจ้า ถ้าทำชั่วก็จะตกนรก ถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าและทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า

 

บัญญัติ 10 ประการ 

    หมายถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับพวกเขา บัญญัติสิบประการเป็นบัญญัติที่สำคัญสำหรับชาวคริสต์ด้วย แม้ว่าบัญญัติสำคัญที่สุดคือบัญญัติแห่งความรัก แต่บัญญัติสิบประการเป็นหลักการที่เป็นรูปธรรมเพื่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แม้ว่าจะเป็นหลักการที่กว้างก็ตาม บัญญัติสิบประการมีดังนี้

        1. จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว

        2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมควร

        3. วันพระเจ้าให้ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์

        4. จงนับถือบิดามารดา

        5. อย่าฆ่าคน

        6. อย่าล่วงประเวณี

        7. อย่าลักทรัพย์

        8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น

        9. อย่าคิดโลภในประเวณี

        10. อย่าคิดโลภในสิ่งของของผู้อื่น

 

ศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ

    ศีลศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนคาทอลิก มี 7 ประการ คือ

        1. ศีลล้างบาป (Baptism) หรือ ศีลจุ่ม

            เป็นเครื่องหมายภายนอกที่มาจากความเชื่อภายใน เพื่อเป็นการชำระหรือลบล้างบาปกำเนิด อาศัยการช่วยให้รอดขององค์พระเยซูคริสตเจ้า   เครื่องหมายที่สำคัญ คือ น้ำ และการชำระล้างพร้อมกับคำกล่าวว่า "ข้าพเจ้าล้างท่าน ในพระนามของพระบิดา และพระบุตร และพระจิต" ผลของศีลล้างบาป ทำให้เราได้รับพระหรรษทานได้กลับเป็นลูกของพระ มีเกียรติและศักดิ์ศรีสมบูรณ์แบบ เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายของความศักดิ์สิทธิ์ทั้งในชีวิตนี้และชีวิต นิรันดรในสวรรค์

        2. ศีลกำลัง (Confirmation) หรือ การยืนยัน

            การรับศีลกำลังจึงเป็นการยืนยัน เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึง "การบรรลุนิติภาวะทางความเชื่อ" หรือความศรัทธา คือการพัฒนาเติบโต มีกำลัง เข้มแข็งในความเชื่อ สามารถเป็นพยานถึงความเชื่อ ทั้งด้วยความคิด คำพูด และการปฏิบัติ

            เครื่องหมายสำคัญของศีลกำลัง คือ การปกมือ และการเจิมน้ำมัน คริสมาที่หน้าผาก

            ผลของศีลกำลัง คือ การได้รับพระคุณของพระจิต 7 ประการ ได้แก่

                2.1 พระดำริ หรือปรีชาญาน ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระที่มีต่อเราอย่างผู้ที่ฉลาด

                2.2 สติปัญญา ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงความลึกลับ และความจริงของข้อคำสอน

                2.3 ความคิดอ่าน ให้เรารู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ ตัดสิน และปฏิบัติอย่างเหมาะสมถูกต้อง

                2.4 พละกำลัง ให้เรามีพลังที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก และการถูกประจญ

                2.5 ความรู้ ให้เราสามารถมีความเข้าใจในคำสอน และข้อความเชื่อทั้งทางโลกและทางธรรม

                2.6 ความศรัทธา ให้เรามีความรัก เลื่อมใสศรัทธา ผูกพัน และวางใจในพระเสมอ

                2.7 ความยำเกรงพระเจ้า ให้เรามีความเคารพ ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบต่อหน้าพระเสมอ

                สำหรับผู้โปรดศีลกำลังนั้น โดยปกติจะเป็นพระสังฆราชประจำท้องถิ่น   

        3. ศีลอภัยบาป (Penance) หรือ การคืนดี

            เพราะว่าเรามนุษย์มีความอ่อนแอ และง่ายต่อการตกอยู่ในบาป ผิดพลาดไปได้ ทำให้สูญเสียชีวิตพระหรรษทาน และอยู่ในสภาพของบาป ดังนั้น ศีลอภัยบาป เป็นการคืนดีกับพระและเพื่อนพี่น้อง มีความเสียใจ และตั้งใจที่จะกลับคืนดี เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระหรรษทานของพระต่อไป

            เครื่องหมายสำคัญ คือ การเป็นทุกข์เสียใจ และตั้งใจจะกลับคืนดีกับพระ และเพื่อนพี่น้อง เพื่อเป็นเครื่องหมายภายนอกที่เห็นได้ โดยการไปสารภาพบาปกับพระสงฆ์ผู้เป็นคนกลางของพระ และตัวแทนของพระศาสนจักร

            ผลของศีลอภัยบาป คือ ทำให้ผู้รับได้กลับคืนดีกับพระ และอยู่ในชีวิตพระหรรษทาน สำนึกถึงความรักของพระ และตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไข เริ่มต้นใหม่ให้สมกับความเป็นลูกของพระในความครบครัน เป็นอิสระจากบาป มีความบริสุทธิ์ และมีสันติในจิตใจ

        4. ศีลมหาสนิท (Eucharistic; Communion) หรือ พิธีขอบพระคุณ

            เป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสตชน เป็นศีลที่สำคัญที่สุด เป็นองค์พระเยซูเจ้าเองที่ประทับอยู่ในศีลมหาสนิทที่เข้ามาสนิทสัมพันธ์เป็น หนึ่งเดียวในความรักของพระองค์ เราทุกคนจึงเป็นหนึ่งเดียวกันในครอบครัว เป็นสมาชิกหรือส่วนต่างๆในพระกายทิพย์ของพระองค์

            เครื่องหมายที่สำคัญ คือ แผ่นปังและเหล้าองุ่น ที่เป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า เราได้รับจากพระสงฆ์ หรือผู้แทนของพระศาสนจักร ในบูชามิสซา หรือพิธีขอบพระคุณ

            ผลของศีลมหาสนิท ทำให้เราได้รับพระหรรษทาน ดำรงอยู่ในชีวิตพระเสมอไป

        5. ศีลสมรส (Matrimony) หรือ ศีลกล่าว

            เป็นความรักที่ ชายและหญิงมีต่อกัน และพร้อมที่จะกล่าวประกาศว่าเขาทั้งสองรักกัน ด้วยความสมัครใจ มีอิสระอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ถูกบังคับ และพร้อมที่จะร่วมชีวิตคู่ เพื่อเป็นของกันและกัน เป็นหนึ่งเดียวในความรักที่หย่าร้างไม่ได้ ที่จะซื่อสัตย์ต่อกันจนตลอดชีวิต เพื่อเป็นเครื่องหมาย เป็นพยานถึงความรักของพระ และพร้อมที่จะมอบครอบครัวใหม่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระ

            เครื่องหมายสำคัญ คือ คำกล่าวของคู่บ่าวสาว ต่อหน้าพระสงฆ์ผู้แทนของพระศาสนจักร รวมทั้งบรรดาสักขีพยานว่าเขาทั้งสองรักกันและจะซื่อสัตย์ต่อกันจนกว่าชีวิต จะหาไม่

            ผลของศีลสมรส ทำให้คู่บ่าวสาวเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องต่อหน้าพระ และต่อพระศาสนจักร อยู่ในชีวิตพระหรรษทาน และเป็นครอบครัวคริสตชนใหม่ที่พร้อมจะให้กำเนิดบุตร อบรมเลี้ยงดูในชีวิตคริสตชน เป็นพยานประกาศความรักของพระในความสมบูรณ์ครบครันของชีวิตครอบครัวของเขา เพื่อช่วยกันและกันในความบกพร่อง หรือที่ขาดไปให้แก่กันและกัน ทั้งนี้คู่บ่าวสาวจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระศาสนจักรเพื่อความดีและ ความรอดของวิญญาน

        6. ศีลบวช (Holy Orders) หรือ การถวายตัว

            ผู้ที่จะสมัครบวช หรือถวายตัวแด่พระ เป็นพระพรแห่งกระแสเรียกที่พระทรงเรียก และเลือกบุคคลหนึ่งให้ดำเนินชีวิต และมีภารกิจในการเป็นศาสนบริการ ผู้แทนสงฆ์ของพระคริสตเจ้า ในการประกาศสอนคำสอน การประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ และการปกครองดูแลหล่อเลี้ยงชีวิตคริสตชน

            เครื่องหมายสำคัญ คือ การปกมือของพระสังฆราชเหนือผู้รับศีลบวช ตลอดจนการเจิมน้ำมันคริสมา เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงการประทานองค์พระจิตเจ้า เป็นการอภิเษก และมอบอำนาจของการเป็นสงฆ์แห่งศาสนบริกร เพื่อต่องานขององค์พระคริสตเจ้า และการถูกส่งไปเพื่อรับใช้เป็นผู้ประกาศข่าวดีแห่งความรอด

            ศีลบวช มีลำดับ 3 ขั้น คือ พระสังฆราช พระสงฆ์ และสังฆานุกร

        7. ศีลเจิมคนไข้ (Anointing of the Sick) หรือ สำหรับผู้ป่วย

            มิใช่เป็นศีลที่ทำสุดท้าย และจะต้องตาย แต่เป็นศีลที่โปรดให้สำหรับผู้ป่วยที่อ่อนกำลัง ในสภาพที่น่าเป็นห่วง หรือกำลังจะสิ้นใจ เพื่อเขาจะได้รับพระหรรษทานในยามเจ็บป่วย และเป็นการเตรียมจิตใจให้ยึดมั่นในความเชื่อ และเพื่อการฟื้นฟูสภาพทั้งกายและจิตใจ

            เครื่องหมายสำคัญ คือ การเจิมน้ำมันที่หน้าผาก และฝ่ามือทั้งสองข้าง เพื่อให้ผู้รับจะได้อยู่ในชีวิตพระหรรษทาน และเข้มแข็งมั่นคงในความเชื่อ พร้อมที่จะยอมรับความเจ็บปวด และเห็นถึงพระพรในยามเจ็บป่วย มีส่วนร่วมในพระทรมาน และการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า

            ดังนั้น ควรจะให้ผู้ป่วยได้รับในขณะที่รู้ตัว เพื่อการเตรียมจิตใจได้อย่างดี ทั้งนี้ผู้รับก็จะสามารถรับศีลอภัยบาป และศีลมหาสนิท ซึ่งถือว่าเป็นศีลเสบียงที่ให้สำหรับผู้ป่วย เพื่อเป็นการเตรียมกลับไปหาพระเป็นเจ้าในสภาพของชีวิตพระหรรษทานในความพร้อม ของผู้ป่วย

    ความสำคัญ

        เนื่องจาก " ศีล" คือข้อปฏิบัติทางศาสนา ที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรม เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตประชากรของพระคริสต์ เช่น ความรักของบิดามารดาต่อบุตร มิตรภาพระหว่างเพื่อน ความเป็นห่วงเป็นใยต่อคนเจ็บป่วย การปฏิบัติตามศีลนี้ก็สามารถให้ประชากรของศาสนาอยุ่ได้อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความสุข ก็เหมือนจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนา ซึ่งชื่ออาจจะแตกต่างกันแต่จุดประสงค์ที่ต้องการนั้นก็มักจะสอกคล้องหรือไปในทางเดียวกันเสมอ


คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

    ศาสนาคริสต์และศาสนายูดาย ต่างให้ความเคารพในคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยถือว่าเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนหนทางแห่งความรอดจากทุกข์ทั้งปวง ความหมายของ “ไบเบิล” (Bible) คือ “หนังสือหลายเล่ม ชุดหนังสือ” เพราะเป็นความหมายที่ได้มาจากศัพท์ภาษาละตินและภาษากรีก คือ “บีบลีอา″ (Biblia) ซึ่งเป็นพหูพจน์ของ “บีบลีออน” (Biblion) แต่ภาษาอังกฤษใช้ไบเบิล (Bible) และการที่เรียกว่าไบเบิลนี้ อาจเป็นเพราะคัมภีร์ไบเบิลประกอบด้วยหนังสือหลายเล่มแล้วนำมารวมเป็นเล่มเดียวกัน ในเล่มเดียวกันนี้ต่อมาแบ่งเป็นสองภาค คือ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ซึ่งเขียนเป็นภาษาฮิบรูเกือบทั้งหมด มีบางส่วนที่เขียนเป็นภาษาอารามาอิคและภาษากรีก ไบเบิลในภาคนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ จึงเป็นที่ยอมรับของทั้งสองศาสนานี้ว่า มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์

        1. คัมภีร์เก่า ( Old Testament ) หรือพันธสัญญาเดิมเป็นบันทึกเรื่องราวก่อนพระเยซูทรงประสูติ

        2. คัมภีร์ใหม่ ( New Testament ) หรือพันธสัญญาใหม่เป็นบันทึกเรื่องราวหลังจากที่พระเยซูทรงประสูติ

    ในภาคพันธสัญญาเดิมคริสเตียนออร์โธด็อกซ์นี้ประกอบไปด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ทั้งหมด 46 เล่ม (แต่ในคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์หลายนิกายยอมรับเพียง 39 เล่ม) สำหรับภาคพันธสัญญาใหม่ (The new Testament) เป็นส่วนที่ยอมรับกันในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น ประกอบไปด้วยหนังสือหรือข้อเขียน27 เล่ม ซึ่งเป็นบันทึกประวัติและคำสอนของพระเยซูที่เรียกว่า “พระวรสาร” (The Gospels) มีจำนวน 4 เล่ม หนังสือกิจการอัครธรรมทูต 1 เล่ม จดหมายของบรรดาสาวกถึงคริสตชนในที่ต่าง ๆ 21 เล่ม และหนังสือวิวรณ์ 1 เล่ม


หลักคำสอนของศาสนาคริสต์

    บรรดาคำสอนทั้งหลายของพระเยซูนั้นเทศนาบนภูเขา (Sermon on the Mount) เป็นคำสอนที่จัดเป็นระบบมากที่สุด และแสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเยซูที่มีพระประสงค์ปฏิรูปชีวิตมนุษย์ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง อีกทั้งเป็นหลักจริยธรรมที่พระองค์ทรงมอบให้แก่มนุษย์ทุกคนได้ปฏิบัติเพื่อความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งควรแก่การศึกษา โดยตัดมาบางข้อพอเป็นสังเขปและจัดเรียงหัวข้อตามที่ปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ โดยเรียงตามลำดับดังนี้ คือ

        1. ผู้เป็นสุข หรือบรมสุข 8 ประการ

            คำสอนนี้มีลักษณะส่งเสริมการให้กำลังใจแก่คนทุกคน เพื่อให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาได้อย่างไม่หวั่นไหว แม้นว่าตนเองจะรู้สึกว่ามีความบกพร่องไม่ดีพอ เป็นคนมีทุกข์โศกเศร้า เป็นคนจิตอ่อนโยน เป็นคนรักความถูกต้องเที่ยงธรรม เป็นคนจิตใจบริสุทธิ์ และเป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้งข่มเหง บุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องยินดียินร้ายต่อคำนินทาว่าร้ายของผู้อื่น และไม่ต้องหวั่นเกรงต่อการข่มเหงของผู้ข่มเหงเหล่านั้น

        2. เกลือแห่งแผ่นดินโลก

            คำสอนนี้ต้องการให้มนุษย์ดำรงรักษาความดีงามเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เพราะถ้าทิ้งความดีไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากเกลือที่หมดรสเค็ม ประโยชน์ที่จะพึงมีก็หมดไม่ หาคุณค่าใดไม่ได้เลย

        3. ความสว่างของโลก

            คำสอนนี้เป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดีและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างมั่นคง ความดีที่เขาทำไว้จะมีผลต่อโลกและผู้อื่น เป็นผลให้ผู้ที่เห็นความดีนั้นสรรเสริญพระเป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา เปรียบเหมือนกับลูกที่ดีบิดาย่อมได้รับการยกย่อง เพราะความดีของลูก

        4.พระธรรมบัญญัติใหม่(The New Testament)

            คำสอนนี้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของพระเยซูที่มุ่งชี้แจงให้บุคคลทั้งหลาย ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเผยแพร่ศาสนาที่ได้ดำเนินอยู่นั้น มิได้เป็นไปเพื่อการล้มล้างหรือยกเลิก พระบัญญัติเดิมที่ชาวยิวได้นับถือสืบกันมาหากแต่ว่าเป็นการปฏิรูปคำสอนเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

        5.ความโกรธ

            คำสอนได้สะท้อนถึงข้อห้ามในพระธรรมบัญญัติเดิมที่ว่า อย่าฆ่าคน แต่พระเยซูได้มาขยายคำสอนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ให้ทุกคนพึงระวังในด้านจิตใจด้วยมิใช่ระวังแต่ทางกายเพียงทางเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ให้ผลในทางกาย การฆ่ายากที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีความโกรธ ความโกรธจึงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ทุกคนต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นได้ ความในใจที่มีอยู่จะต้องปลดเปลื้องให้หมด อย่าได้ติดค้างไว้เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อทับถมมากเข้าจะมีผลทางกาย ในที่สุดทำให้เกิดการเข่นฆ่าทำลายล้างซึ่งกันและกัน


นิกาย

    นิกายในศาสนาคริสต์มี 3 นิกายด้วยกันคือ

        ๑. นิกายโรมันคาทอลิค (คาทอลิคแปลว่าสากล) คือเป็นศาสนาสากลของคนทั่วโลก

            โดยมีพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรมประเทศอิตาลี่เป็นประมุขครองศาสนจักรและนักบวชทั่วโลก ซึ่งนครวาติกันนี้เป็นศูนย์กลางของคาทอลิคและเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองโดยไม่ขึ้นกับประเทศอิตาลี่

        ๒. นิกายกรีซออร์ธอดอกซ์

            ซึ่งนิกายนี้ไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรม แต่ปฏิบัติพิธีกรรมเช่นเดียวกับนิกายโรมันคาทอลิค.

        ๓. นิกายโปรแตสแต๊นท์

            เกิดขึ้นโดยนักบวชชื่อลูเทอร์เป็นผู้สถาปนาขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งครัดในคัมภีร์มาก และไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกัน


สถานที่สำคัญทางศาสนา

    สถานที่ที่พระเยซูทรงประสูติ อยู่ที่กรุงยูซาเล็ม ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของประเทศอิสราเอล


จัดทำโดย

    นาย ธีราดา อิมามี 


ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. https://sites.google.com/site/arc213site/sil-sakdisiththi-7-prakar-1

    2. http://fma.or.th/oratoryonline/?p=1854

    3. https://sites.google.com/site/irajew09/phra-yesu-sasda-haeng-sasna-khrist/bayyati-sib-prakar

    4. http://www.whatami.net/tri/rel11.html

ศาสนาอิสลาม

 ศาสนาอิสลาม

กำเนิด

    ศาสนาอิสลามกำเนิดขึ้นในบริเวณคาบสมุทรอาหรับในตะวันออกกลาง สมัยเมื่อประมาณ 570 ปีหลังคริสต์ศาสนา คำว่าอิสลามหมายความว่า "การยอมรับ สันติ และความสงบ" ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่าชาวมุสลิม


สิ่งเคารพสูงสุด

    คือพระเจ้านามว่า "อัลเลาะห์" เป็นพระเจ้าสูงสุดที่ชาวมุสลิมเคารพนับถือ

 

ศาสดา

    นบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.)

 

คัมภีร์

    คือคัมภีร์กุรุอาน มีความยาวประมาณ 80,000 คำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิวรณ์ที่พระเจ้าทรงกระซิบสั่งให้นบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.)มาสอนชาวโลก

 

หลักคำสอน

    หลักศรัทธา 6 ประการ ได้แก่

        1. ศรัทธาต่อพระอัลลอฮ์ มุสลิม เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ผู้เป็น มุสลิม จะต้องศรัทธาต่อพระอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว

        2. ศรัทธาต่อเทพบริวารของพระอัลลอฮ์ (เทวทูต) คือ ผู้รับใช้พระเจ้าซึ่งมีจำนวนมากมีหน้าที่ต่างๆ กัน เทวทูตเป็นคนกลางทำหน้าที่สื่อสาร ระหว่างท่านนบีมุฮัมมัดกับพระเจ้า กล่าวคือ ท่านนบีมูฮัมมัด ได้รับโองการจากพระเจ้าโดยทางเทวทูต ซึ่งเรียกว่า “ มลาอีกะฮ์ ” เป็นวิญญาณที่มองไม่เห็น แต่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ตามบัญชาของพระอัลลอฮ์

        3. ศรัทธาในพระคัมภีร์ทั้งหลาย คือ คัมภีร์ที่พระเจ้าได้ประทานมาก่อนหน้านี้ 104 คัมภีร์ ซึ่งรวมทั้งคัมภีร์ของศาสนายูดาย และศาสนาคริสต์ แต่ให้ถือว่าคัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นคัมภีร์สุดท้าย และสมบูรณ์ที่สุด ที่พระเจ้าได้ประทานพรลงมาให้แก่มนุษยชาติ โดยผ่านทางศาสดามุฮัมมัด

        4. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต ศาสนทูตเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่พระเจ้าได้เลือกสรรว่าเป็นคนดี เหมาะแก่การที่จะเป็นผู้ประกาศศาสนา ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตองค์สุดท้าย

        5. ศรัทธาในวันพิพากษา คือ วันสุดท้ายของโลก ชาว มุสลิม เชื่อว่าโลกมีวันแตกดับ เมื่อถึงวันนั้นมนุษย์ทุกคนต้องตาย และจะถูกทำให้ฟื้นขึ้นมา เพื่อพิจารณาโทษ ด้วยการสอบสวนพิพากษาตามความดีความชั่วที่ตนได้กระทำไว้

        6. ศรัทธาในการกำหนดสภาวะของโลก และชีวิต ว่าเป็นไปตามเจตจำนงของพระอัลลอฮ์

    หลักปฏิบัติ 5 ประการ

        การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาส่วนใหญ่ของศาสนาอิสลามจะปฏิบัติในสถานที่ที่เรียกว่า “มัสยิด” หรือ “สุเหร่า” ชาว มุสลิม จะต้องปฏิบัติศาสนกิจให้พร้อมทั้ง ๓ ทาง คือ กาย วาจา และใจ หลักปฏิบัติสำคัญใน ศาสนาอิสลาม 5 ประการ ได้แก่

            1. การปฏิญาณตน มุสลิม ต้องกล่าวปฏิญาณว่า “ ข้าพเจ้า ขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกกราบไหว้โดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงนบีมูฮัมมัดเป็นศาสนทูต ( รอซูล ) ของพระองค์ “ การปฏิญาณนี้เปรียบเสมือนหัวใจของ ศาสนาอิสลาม ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมิใช่ทำครั้งเดียว แต่ต้องทำเสมอเมื่อนมัสการพระเจ้า (ละหมาด)

            2. การละหมาด คือ การนมัสการ หรือ การแสดงความเคารพต่อพระเจ้า ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ชาว มุสลิม ทุกคนจะต้องปฏิบัติละหมาดวันละ 5 เวลา คือ ย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ และกลางคืน ซึ่งก่อนทำละหมาดจะต้องชำระร่างกายให้สะอาด  (อาบน้ำละหมาด) และสำรวมจิตใจให้สงบ

            3. การถือศีลอด หมายถึง การละเว้นจากการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม การร่วมสังวาส ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน มุสลิม จะต้องถือศีลอดปีละ 1 เดือน คือ ในเดือนรอมาฎอนตามปฏิทินของอิสลาม ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องถือศีลอด ได้แก่ คนชรา หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อน คนที่ต้องทำงานหนัก คนเดินทางไกล หญิงขณะมีรอบเดือนหรือหลังคลอด คนป่วย การถือศีลอดเป็นการแสดงถึงความศรัทธาในพระเจ้า ฝึกความอดทน และความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

            4. การบริจาคซะกาต หมายถึง การบริจาคทานให้แก่คนที่เหมาะสม ตามที่ศาสนากำหนด เช่น คนอนาถา เด็กกำพร้า คนขัดสน ผู้เผยแผ่ศาสนา การบริจาคซะกาต เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ ชาว มุสลิม หรือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องสละทรัพย์ของตนในอัตราร้อยละ 2.5 เพื่อแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น เป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

            5. การประกอบพิธีฮัจญ์ หมายถึง การไปประกอบศาสนกิจ ณ ศาสนสถานบัยตุลลอฮ์ เมืองมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย การประกอบพิธีฮัจญ์ไม่ได้บังคับให้ชาว มุสลิม ต้องกระทำ แต่ให้ถือเป็นหลักปฏิบัติสำหรับผู้ที่พร้อม และมีความสามารถ คือ บรรลุนิติภาวะ มีสุขภาพดี มีทุนทรัพย์เพียงพอ และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกอบพิธีฮัจญ์เป็นอย่างดี

 

นิกาย

    นิกายที่สำคัญมี 4 นิกาย ได้แก่

        1. นิกายซุนนี่ นิกายนี้มีอยู่ในทุกประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม

        2. นิกายชีอะห์ นิกายนี้เรียกประมุขของรัฐว่า "อิหม่าม"

        3. นิกายคาวาริจ นิกายนี้เป็นนิกายแรกในศาสนาอิสลาม

        4. นิกายซูฟี นิกายนี้ยึดมั่นในพระอัลเลาะห์เป็นสำคัญ

 

ประเทศที่นับถือ

    มีผู้นับถือมากในประเทศทางตะวันออกกลาง และประเทศปากีสถาน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, และมีประปรายในประเทศอื่นทั่วโลก.

 

ผู้สืบทอด

    ศาสนาอิสลามไม่มีนักบวช มีแต่อิหม่ามที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำและสั่งสอน

 

สถานที่สำคัญ

    กะบะห์ เป็น อาคารรูปสี่เหลี่ยมสร้างด้วยหิน ตั้งอยู่เนินเขาบริเวณหุบเขาเมกกะ บริเวณเมืองกาบา ประเทศซาอุดาระเบีย


จัดทำโดย

    นาย ธีราดา อิมามี 


ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. https://sites.google.com/site/sasnaxislam/

    2. http://www.whatami.net/tri/rel12.html

    3. https://sites.google.com/site/bankhailearn/naeana-haelng-reiyn-ru/xislam-suksa?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1

พุทธประวัติ

 พุทธประวัติ

พระประวัติของพระบรมศาสดา



สกุลกำเนิดและปฐมวัย

    ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระนางสิริมายา ราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงค์ผู้ครองกรุงเทวทหะ พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงประสูติพระโอรส เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ (ปัจจุบัน คือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)

หลังจากประสูติ

    อสีตดาบส เป็นมหาฤษีอยู่ ณ เชิงเขาหิมพานต์เป็นที่เคารพของราชสกุลได้รับ ทราบข่าวการประสูตรของพระกุมารจึงเดินทางมาเยี่ยม และได้ทำนายว่า ถ้าพระกุมารอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ๕ วันหลังประสูติพระเจ้าสุทโธทนะพร้อมทั้งพระนางสิริมหามายา พระประยูรญาติได้จัดพิธีขนานพระนามพระราชกุมารว่า สิทธัตถะ โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยง แล้วได้คัดเลือกเอาพราหมณ์ชั้นยอด ๘ คนให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระกุมาร เมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็เสด็จทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงมอบให้พระนางประชาบดีซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระนางสิริมหามายาเป็นผู้เลี้ยงดู เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 8 พรรษาได้ทรงศึกษาในสำนักครูวิศวะมิตร พระองค์ทรงศึกษาได้อย่างรวดเร็ว มีความจำดีเลิศ และทรงพระปรีชาสามารถในการกีฬา ขี่ม้า ฟันดาบ และยิงธนู

อภิเษกสมรส

    วัยหนุ่ม พระราชบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวช พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นองค์จักรพรรดิ จึงใช้ควาพยายามทุกวิถีทางเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง ให้ประทับใน ๓ ฤดู และทรงสู่ขอพระนางโสธราพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ อยู่ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระนางยโสาธาราก็ประสูติพระโอรส ทรงพระนามว่าราหุล

ออกบรรพชา

    เสด็จออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้น พระองค์ก็ยังคงตริตรองถึงชีวิตคน ฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ที่มนุษย์เรามีมากมาย พระองค์คิดว่า ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส พระองค์คงหาทางแก้ทุกข์ อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่ได้แน่ พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ สู่แม่น้ำอโนมา ณ ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตและมอบหมายเครื่องประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉันนะนำกลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์

เข้าศึกษาในสำนักดาบส

    การแสวงหาธรรม ระยะแรกหลังจากทรงออกบวชแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส ที่กรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธเมื่อสำเร็จการศึกษาจากสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางในการหลุดพ้นจากทุกข์ตามที่พระองค์ได้ทรงมุ่งหวังไว้พระองค์จึงลาอาฬารดาบสและอุททกดาบสเดินทางไปแถบแม่น้ำคยา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแห่งกรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ 

บำเพ็ญทุกรกิริยา

    การบำเพ็ญทุกรกิริยา เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยที่จะคิดค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยพระองค์เองแทนที่จะทรงเล่าเรียนในสำนักอาจารย์แล้วพระองค์เริ่มด้วยการทรมานพระวรกายตามวิธีการของโยคี เรียกว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา บริเวณแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ๖ ปี พระองค์ก็ยังคงมิได้ค้นหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ได้ พระองค์ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง จะได้มีกำลังในการคิดค้นพบวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์มาคอยปรนนิบัติรับใช้ด้วยความหวังว่า พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการถ่ายทอดบ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งมหาบุรุษไปทั้งหมดเป็นผลทำให้พระมหาบุรุษได้อยู่ตามลำพังในที่สงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง ปัญจวัคคีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติและเดินทางกายกลาง คือ การปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร

ตรัสรู้

    ตรัสรู้ ตอนเช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นไทรด้วยอาการสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายทอดข้าวมธุปายาสแล้วเสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตอนเย็นวันนั้นเองพระองค์ได้กลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ พบคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ คนหาบหญ้าได้ถวายหญ้าให้พระองค์ปูลาด ณ ใต้ต้นโพธิ์ แล้วขึ้นประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรมวิเศษแล้วจะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ พระองค์เริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิต และในที่สุดทรงชนะความลังเลพระทัย ทรงบรรลุความสำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็พ้นจากกิเลสทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีระกาธรรมสูงส่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค 

ประกาศพระศาสนาครั้งแรก

    การแสดงปฐมเทศนา วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาปัญจวัคคีย์  พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า ธรรมจักกัปวัตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรมนั้น ท่านโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ พระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสัมมสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา 

การประกาศพระพุทธศาสนา 

    เมื่อพระองค์ มีสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ และก็ได้ออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศศาสนา ให้เป็นที่แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรียกประชุมสาวกทั้งหมดแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้อนจากบ่วงทั้งปวงทั้งชนิดที่เป็นทิพย์ และชนิดที่เป็นของมนุษย์แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เราทั้งหลายจงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชนเถิด อย่าไปรวมกันทางเดียวถึงสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เถิด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางนั้นมีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้ถึง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมคงจักมีอยู่ แม้ตัวเราก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเช่นกัน " พระองค์ทรงส่งสาวกออกประกาศศาสนาพร้อมกันทีเดียว ๖๐ องค์ ไป ๖๐ สาย คือ ไปกันทุกสารทิศทีเดียว แม้พระองค์เองก็ไปเหมือนกัน ไม่ใช่แต่สาวกอย่างเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคคลที่จะเป็นผู้นำทีเดียว

    สาวกทั้ง ๖๐ องค์เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตามจังหวัด อำเภอ และตำบลต่างๆ ทำให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่าง ๆ เหล่านั้น หันมาสนใจมากเลื่อมใสมากขึ้น บางคนขอบวช แต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้  จึงต้องพากุลบุตรเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์บวชให้ทำให้ได้รับความลำบากในการเดินทางมาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบทกุลบุตรได้โดยโกนผมและหนวดเคราเสียก่อน แล้วจึงให้นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด นั่งคุกเข่าพนมมือกราบภิกษุแล้วเปล่งว่าจาว่า "ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ" รวม ๓ ครั้ง การอุปสมบทนี้เรียกว่า "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ อุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาณตนเป็นผู้ถึงสรณคมน์

 

ตั้งแต่พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ได้สาวกเป็นพระอรหันต์จำนวน ๖๐ องค์แล้วพระองค์ก็ได้อาศัยพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนได้สาวกเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท ๔ ขึ้น อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินการไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆ ทั่วชมพูทวีปตลอดเวลาอีก ๔๔ พรรษาคือ พรรษาที่ ๒ - ๔๕ ดังนี้

พรรษาที่ ๒ เสด็จไปยังเสนานิคมในตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางได้สาวกกลุ่ม ภัททวคคีย์ ๓๐ คน และที่ตำบลอุรุเวลาได้ ชฎิล ๓ พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ กับศิษย์ ๑,๐๐๐ คน เทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะเสด็จไปยังราชคฤห์แห่งแควว้นมคธ กษัตริย์เสนิยะพิมพิสาร ทรงถวายสวนเวฬุวัน แด่คณะสงฆ์ ได้สารีบุตร และโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่ นิโครธาราม ได้สาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะเศรษฐี อาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตวันแต่คณะสงฆ์ ทรงจำรรษาที่นี่

พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่

พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ

พรรษาที่ ๕ โปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำ โรหิณี ทรงบรรพชาอุปสมบทพระนางปชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี

พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ในกรุงสาวัตถีย์ ทรงจำพรรษาบนภูเขามังกลุบรรพต

พรรษาที่ ๗ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดพุทธมารดาด้วยพระอภิธรรม

พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน

พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี

พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทรงตกเตือนไม่เชื่อฟัง จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่า ปาลิเลยยกะ มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา

พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ เอกนาลา

พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง

พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต

พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ราหุลขอบรรพชาอุปสมบท

พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร

พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่ อาลวี

พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสวัตถี กลับมายังอาลวีและทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์

พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยัง อาลวี ทรงจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต

พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บน ภูเขาจาลิกบรรพต

พรรษาที่ ๒๐ โจร องคุลีมาลย์ กลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์ รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติวินัย

พรรษาที่ ๒๑ - ๔๔ ทรงยึดเอาเชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่าง ๆ โดยรอบ

พรรษาที่ ๔๕ และสุดท้าย พระเทวทัต คิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนเป็นเหตุให้พระบาทห้อโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวก


ทรงปรินิพาน

    การเสด็จปรินิพพาน หลังจากพระพุทธเจ้าแสดงปัจฉิมโอวาท ซึ่งวันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ในยามสุดท้ายของวันนั้น ณ ป่าไม้สาละ(สาลวันอุทยาน) ของกษัตริย์มัลละ กรุงกุสินารา พระองค์ได้ประทับใต้ต้นสาละคู่ หลังจากตรัสโอวาทให้แก่พระอริยสงฆ์แล้ว พระองค์มิได้ตรัสอะไรอีกแล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยพระอาการสงบ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์นักที่วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกัน คือ วันเพ็ญเดือน ๖


จัดทำโดย

    นาย ธีราดา อิมามี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

    1. http://www.dhammathai.org/buddhism/buddha01.php

    2. http://www.learntripitaka.com/History/Buddhist.html

    3. https://www.onab.go.th/th/content/category/detail/id/72/iid/4857

หลักธรรมที่เกี่ยวกับนิโรธ

 หลักธรรมที่เกี่ยวกับนิโรธ

    ธรรมที่ควรบรรลุ ดังนี้ ภาวนา 4 วิมุตติ 5 นิพพาน

ภาวนา 4

    คือ การพัฒนา การฝึกตนให้เจริญก้าวหน้า มีความสุข

        • กายภาวนา 

            คือการพัฒนากายให้รู้จักติดต่อ/เกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอกทางประสาทสัมผัสทั้ง5 ให้เกิดแต่สิ่งที่ดี

        • ศีลภาวนา 

            คือการพัฒนาความประพฤติให้อยู่ในระเบียบวินัยไม่ให้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

        • จิตภาวนาคือการพัฒนาจิตใจ

            1.คุณภาพจิต (มีคุณธรรม)

            2.สมรรถภาพของจิต (มีสติ สมาธิ)

            3.สุขภาพจิต (เบิกบาน ไม่ขุ่นมัว)

        • ปัญญาภาวนา 

            คือการพัฒนาความรู้ให้มีความสุข/พ้นจากกิเลส


สติปัฏฐาน

    • การตั้งสติเพื่อพิจารณาสิ่งต่างๆและน าไปสู่ภาวนา

    • กายานุปัสนา พิจารณากาย เช่น อานาปานสติ ปฏิกูลมนสิการ (ความสกปรกในกาย) นวสีวถิกา (ศพ 9ระยะ)

    • เวทนานุปัสนา พิจารณา ความรู้สึกในขณะนั้น

    • จิตตานุปัสนา พิจารณาสภาวะของจิตในขณะนั้น

    • ธัมมานุปัสนา พิจารณาหลักธรรม


วิมุตติ

    คือความหลุดพ้นจากกิเลส (โลภ โกรธ หลง) มี 5 ประการคือ

        • ตทังควิมุตติ หลุดพ้นชั่วคราวด้วยธรรมตรงกันข้าม

        • วิขัมภนวิมุตติ ข่มกิเลสโดยสะกดไว้ด้วยฌาน/สมาธิ

        • สมุจเฉทวิมุตติ หลุดพ้นเด็ดขาดด้วยอริยมรรค (มรรค8) หรืออาสวักขยญาน

        • ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ หลุดพ้นด้วยความสงบ หมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง

        • นิสสรณวิมุตติ ดับกิเลสสิ้นแล้วสู่พระนิพพาน


นิพพาน

    คือ ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์ จิตที่มีความสุขไม่มีความ โลภ โกรธ หลง ยึดมั่นถือมั่น 3 ระดับ ได้แก่

        1.นิพพานที่เกิดขึ้นชั่วขณะ

        2.นิพพานที่ฝึกฝนและบังคับจิต

        3.นิพพานแบบถาวร หรือสมุจเฉทนิพพาน

    การปฏิบัติที่เข้าสู่นิพพาน

        1.ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือศีล (รักษาศีล) สมาธิ (ทำจิตสงบ) ปัญญา (พิจารณาความจริงของชีวิต)

        2.ปฏิบัติวิปัสสนาญาณ เพื่อให้รู้แจ้งในอริยสัจ 4


จัดทำโดย

    นาย ธีราดา อิมามี 


ขอบคุณข้อมูลจาก

    คุณครูใกล้รุ่ง จันทร์ศรี คุณครูวิชาสังคมที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

หลักธรรมที่เกี่ยวกับมรรค

 หลักธรรมที่เกี่ยวกับมรรค

    ธรรมที่ควรเจริญ หรือพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ตนซึ่งมีหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 

พระสัทธรรม

    หมายถึงธรรมของคนดี 3 ประการ

        • ปริยัตติสัทธรรม คือคำสอนในพระไตรปิฏกที่แสดงไว้สำหรับศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสอนต่อผู้อื่นได้ (พุทธพจน์)

        • ปฏิบัติสัทธรรม คือการนำคำสอนไปปฏิบัติพัฒนาชีวิต (มรรค8/ไตรสิกขา)

        • ปฏิเวธสัทธรรม คือเป็นผลจากการปฏิบัติตามคำสอนจนบรรลุตามจุดมุ่งหมาย เช่น ความสุข ความส าเร็จ และนิพพาน


ปัญญาวุฒิธรรม

    ธรรมที่ทำให้เกิดควํามเจริญงอกงามทํางปัญญา (ความรู้)

        1. สัปปุริสสังเสวะ คือ คบคนดี มีปัญญํา

        2. สัทธัมมัสวนะ คือ แสวงหาความรู้จากฟังสิ่งดีมีประโยชน์

        3. โยนิโสมนสิกําร คือ คิด และใช้เหตุผล

        4. ธัมมํานุธัมมปฏิบัติ คือ ปฏิบัติธรรม


พละ5

    ธรรรมที่ให้มีพลังการดำเนินชีวิตให้มั่นคง ได้แก่

        สัทธา คือ เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม

        วิริยะ คือ เพียร พยายาม

        สติ คือ ไม่ประมาทในการกระทำ

        สมาธิ คือ ตั้งใจแน่วแน่

        ปัญญา คือ รู้เท่าทันกิเลส


อุบาสกธรรม

    ธรรมที่อุบาสกควรปฏิบัติ 7 ประการ

        1. พบสมณะ

        2. ฟังธรรม

        3. รักษาศีล

        4. เสื่อมใสพระภิกษุ

        5. ไม่จับผิด / ติเตียนพระธรรม

        6. ไม่แสวงหาทักขิไณยนอกค าสอน(นอกศาสนา)

        7. ทำนุบำรุงศาสนา


อปหานิยธรรม

    หนทางแห่งความไม่เสื่อม/นำความเจริญมาสู่หมู่คณะ

        1. หมั่นประชุม

        2. พร้อมเพรียงในกํารประชุม

        3. ไม่บัญญัติในสิ่งใหม่

        4. เคารพผู้อวุโส

        5. ไม่ข่มเหง/ล่วงเกินสตรี

        6. เคารพปูชนียสถาน วัตถุ

        7. คุ้มครองนักบวช/ผู้ทรงศีล


ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์

    ธรรม 4 ประการที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน

        1. อุฎฐํานสัมปทํา ขยันหมั่นเพียร

        2. อารักขสัมปทํา รักษาทรัพย์ เก็บออม

        3.กัลยําณมิตตํา คบคนดี

        4.สมชีวิตตา ดำรงชีพตามฐานะ พอเพียงฃ


โภคอาทิยะ

    ธรรมเกี่ยวกับกํารใช้จ่ํายทรัพย์

        1. เลี้ยงตนเอง พ่อแม่ ครอบครัว

        2. ดูแลมิตรสหาย

        3. เก็บเพื่อรักษําตนเอง/ป้องกันอันตรําย

        4. เพื่อทำพลี (สงเคราะห์ญาติ/รับแขก/เสียภาษี/ประเพณี/อุทิศให้ผู้ล่วงลับ)

        5. บำรุงศําสนา


อริยวัฒิ

    หลักที่นำไปสู่ความเจริญ/อารยชน

        ศรัทธา ด้วยเหตุผล/ปัญญา

        ศีล

        สุตะ

        จาคะ เสียสละเพื่อผู้อื่น

        ปัญญา รู้ชัดเจนในวิชาชีพและโลก

อธิปไตย

    หมายถึง ความเป็นใหญ่ เป็นภาวะที่ถือเราเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นใหญ่

        1.อัตตาธิปไตย คือ การถือความคิด การกระทำของตนเองเป็นใหญ่

        2.โลกาธิปไตย คือ การถือความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์

        3.ธรรมาธิปไตย คือ การถือหลักธรรมเป็นใหญ่มาใช้แก้ปัญหา หรือ ดับทุกข์

      

สาราณียธรรม

    เป็นหลักธรรมที่ใช้เกื้อกูลกัน ปรารถนาดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

        1. เมตตากายกรรม คือการแสดงความเป็นมิตรกับเพื่อน /เพื่อนบ้าน

        2. เมตตาวจีกรรม คือ วาจาที่แสดงความปรารถนาดี ไม่ติเตียน ไม่ให้ร้าย

        3. เมตตามโนกรรม คือ มีจิตใจที่ปรารถนาดี ปราศจากจิตอกุศล

        4. สาธารณโภคี คือ แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้มาโดยชอบธรรม ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน

        5. สีลมัญญตา คือ ประพฤติศีลเสมอกัน ไม่ท าตนให้เป็นที่น่ารังเกียจ

        6. ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความคิดเห็นตรงกับผู้อื่น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน


ทศพิธราชธรรม

    หรือราชธรรม10 อยู่ในมหาหังสชาดก

        1. ทาน การให้

        2. ศีล ประพฤติดีงาม ทั ้งกายและใจ

        3. บริจาค ความเสียสละความสุข /ทรัพย์

        4. อาชวะ ความซื่อตรง

        5. มัททวะ ความอ่อนโยน

        6. ตบะ ความเพียร

        7. อักโกธะ ความไม่โกรธ

        8. อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน

        9. ขันติ ความอดทน

        10. อวิโรธนะ คือเที่ยงธรรม ยุติธรรม หนักแน่น


วิปัสนาฌาน

    คือฌานที่เกิดแก่ผู้บ าเพ็ญวิปัสสนาจนถึงมรรคผลนิพพาน 16 อย่าง

        นามรูปปริจเฉทญาณ คือ เข้าใจนามรูป (นามและรูป)

        รู้นามรูปล้วนเกิดแต่ปัจจัย

        พิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

        สรุป รู้แจ้ง/เห็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา


มงคล 38

    เป็นหลักธรรม 38 ประการที่ปฏิบัติและทำให้มีความสุข 


จัดทำโดย

    นาย ธีราดา อิมามี


ขอบคุณข้อมูลจาก

     คุณครูใกล้รุ่ง จันทร์ศรี คุณครูวิชาสังคมที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

ศาสนาคริสต์