ศาสนาคริสต์
ประวัติศาสนาคริสต์
ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย
และเผยแพร่อย่างรุ่งโรจน์ในโลกตะวันตก
ประวัติศาสตร์ของศาสนามีความยาวนานสืบทอดมาแต่ศาสนายิว
แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากศาสนายิวในช่วงของการเผยแพร่ศาสนา คือ
ในสมัยที่พระเยซูออกสั่งสอนประชาชน
อย่างไรก็ตามศาสนาคริสต์ยังคงยืนหยัดต่อสู่กระแสต้านของสังคมตะวันตกในสมัยนั้นมาได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้เพราะ นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีจิตใจศรัทธาพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว
มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความ เสียสละ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง
ทำให้พวกตะวันตกในสมัยต่อมาได้เข้าสู่กระแสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า
ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์มีความสัมพันธ์กับศาสนายิวอย่างใกล้ชิด
จนเป็นที่ยอมรับกันว่าทั้งสองศาสนานี้มีลักษณะเป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
และไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด
แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าได้เข้ามาเกี่ยวข้องและกำหนดมรรคาแห่งชีวิตที่ทุกคนจะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง
บุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้ อาทิเช่น อับราฮัม (Abraham)
โยเซฟ (Joseph) โมเสส (Moses) และกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) ฯลฯ
ล้วนเป็นศาสดาที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้เป็นไปตามแผนที่พระองค์ได้วางไว้เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้ถึงความรอด
(Salvation) คัมภีร์ไบเบิลทั้งสองภาค
พันธสัญญาจึงเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญยิ่ง
โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนา
ประวัติศาสตร์ศาสนายูดายของพวกยิว
ทำให้เราเห็นว่า พวกเขามีความผูกพันกับ พระเจ้ามาก
เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นชาติที่พระเจ้าได้เลือกให้เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
พระองค์ได้สัญญากับพวกเขา ที่จะให้ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม
พวกเขาจึงเดินทางเร่ร่อนเพื่อจะหาดินแดนที่พระเจ้าได้สัญญาไว้นี้
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเดินทางของพวกยิว พวกเขาต้องประสพกับความทุกข์ยาก
การกดขี่ และภัยจากสงครามของชนชาติ มหาอำนาจ
ทำให้พวกเขาต่างรอคอยพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าจะส่งมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นทุกข์
และเป็นผู้ที่จะนำสันติสุขที่แท้จริงมาสู่พวกเขา
ศาสดาประกาศกหลายท่านได้ทำนายเกี่ยวกับการมาของ
พระเมสสิยาห์ ยิ่งทำให้ชาวยิวมีความหวังมากขึ้น
แม้ในปัจจุบันนี้ชาวยิวในศาสนายูดายยังคง รอคอยอยู่
แต่สำหรับชาวคริสต์พระเมสสิยาห์ คือ พระเยซูคริสต์ (Jesus
Christ) บังเกิดขึ้นมาในตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อเบธเลเฮม(Bethlehem)ในแคว้นยูดาห์ ตรงกับปีพุทธศักราช 543วันที่บังเกิดขึ้นไม่มีการบันทึกแน่นอน
แต่ศาสนจักรได้กำหนดเอาวันที่ 25 ธันวาคม ของ(คาทอลิก)
ของออร์โธด็อกซ์ กำนดเอาวันที่ 7 มกราคม ของทุกปี
เป็นวันเริ่มคริสตศักราชที่ 1 มารดามีนามว่า มารีอา (Maria)
ชาวคริสต์เชื่อกันว่า นางมารีอานั้นตั้งครรภ์ไม่เหมือนสตรีอื่น
เพราะเป็นการตั้งครรภ์โดยอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า
ฉะนั้นพระเยซูจึงเป็นบุตรของพระเจ้า ส่วนโยเซฟ (Joseph) นั้นเป็น
บิดาเลี้ยงที่มีสายเลือดสืบมาแต่กษัตริย์ดาวิด
พระเยซูในวัยเด็กนั้นมีจิตใจที่ใฝ่ในธรรม
มีความชอบใจที่จะพูดถึงเรื่องธรรมกับ นักศาสนา ครั้นมีอายุได้ 30 ปี จึงรับบัพติศมา (Baptism) หรือการรับศีลล้างบาปจากยอห์น
(John) ซึ่งเป็น ศาสดานักบุญในสมัยนั้น
การรับศีลล้างบาปนี้กระทำที่แม่น้ำจอร์แดน
ต่อมาพิธีนี้ได้กลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์
ของชาวคริสต์ทุกคนที่จะต้องกระทำเพื่อประกาศตนเป็นคริสต์ศาสนิกชน
หลังจากนั้นพระเยซูได้ออกเทศนาทั่วประเทศเพื่อประกาศ “ข่าวประเสริฐ” อันเป็นหนทางแห่งความรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของพระเยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ในขณะนั้นได้มีผู้สนใจคำสอนของพระเยซู แต่ส่วนมากเป็นชนชั้นชาวบ้าน ที่ยากจนและชาวประมง พระเยซูได้คัดเลือกสาวกจากบุคคลเหล่านี้ได้ทั้งหมด 12 คน
สาวกทั้ง 12 คนนี้ ได้ติดตามรับใช้พระเยซูอย่างใกล้ชิดเพื่อเผยแพร่ศาสนา
แต่กระนั้นก็ยังมีสาวกที่มีจิตใจดื้อดึง คือ ยูดาส อิสคาริออท (Judas
Iscariot) ยอมทรยศเพื่อเห็นแก่เงินสินบน
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคำสอนของพระเยซูมีส่วนทำให้ผู้นำศาสนา ยูดาย ขุนนางและคน
ร่ำรวยบังเกิดความไม่พอใจ เพราะถูกตำหนิจึงโกรธแค้นคิดหาทางทำร้าย
ด้วยการจับตัวไปขึ้นศาลของเจ้าเมืองชาวโรมัน โดยยูดายรับอาสาชี้ตัวพระเยซู
เมื่อวันที่ผู้นำศาสนา ยูดายมาจับตัวพระเยซูไป สาวกทั้ง 11
คน ได้รีบหลบหนีทิ้งให้พระเยซูถูกจับไปลงโทษ
โดยการตรึงกับไม้กางเขนพระเยซูถูกทรมานอย่างโหดร้ายทารุณจนสิ้นพระชนม์ในขณะที่มีพระชนมายุได้
33 ปี เท่านั้น จึงใช้เวลาประกาศศาสนาเพียง 3 ปี
ชาวคริสต์เชื่อกันว่าหลังจากที่พระเยซูได้สิ้นพระชนม์ไป
3 วันแล้วได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง โดยปรากฏแก่สาวกทั้ง 11 คน
พวกเขาได้ทดสอบพระเยซูหลายครั้งจนมั่นใจว่าการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นไม่ใช่เรื่องหลอกลวงแต่เป็นจริง
ประกอบกับการเทศนาสั่งสอนย้ำให้สาวกทั้งหลายมีความเข้าใจในพระคัมภีร์ พวกเขาทั้ง 11 คน ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็ม จึงร่วมกันอธิษฐานอย่างขะมักเขม้น
นับแต่นั้นมาอัครสาวกทั้ง 11 คน และมัทธีอัส (Matthias)
ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในภายหลังรวมเป็น 12 คน
ได้ช่วยกันเผยแพร่ศาสนาอย่างมั่นคงทำให้มีผู้เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากมาย
แต่ในขณะเดียวกันการเผยแพร่ศาสนามีความลำบากเป็นอย่างมาก
เพราะถูกต่อต้านอยู่เสมอจากพวกที่นับถือศาสนายูดาย
ในบรรดาสาวกของพระเยซูนักบุญเปโตร (Petro)
ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็น
หัวหน้าโดยนัยนี้ท่านจึงเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์เป็นคนแรก นักบุญเปโตรได้เผยแพร่ศาสนาถึงกรุงโรม
และได้เลือกกรุงโรมเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของศาสนจักร
ในบั้นปลายชีวิตของท่านนั้นได้ถูกพวกทหารโรมันจับทรมานและประหารชีวิต
ความเจริญของศาสนาคริสต์ได้มีมายาวนาน
จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคมของพวกจักรวรรดิ์นิยมชาวยุโรปและอเมริกัน
ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ศาสนาคริสต์ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในประเทศต่าง
ๆ ที่นักล่าอาณานิคมเหล่านี้ไปถึง ทำให้คริสต์ศาสนิกชน
มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทั้งในทวีปยุโรป อาฟริกา อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยได้มีนักสอนศาสนาชาวโปรตุเกสและสเปนเข้ามาเผยแพร่
โดยเดินทางมาพร้อมกับพวกทหารและพ่อค้าของประเทศเหล่านั้น
ทำให้มีคนไทยนับถือศาสนาคริสต์กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ
สิ่งเคารพสูงสุด
ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม
คือมีพื้นฐานความเชื่อว่ามีเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ
ซึ่งมีชื่อว่า พระยะโฮวาห์ (GOD) โดยพระผู้เป็นเจ้านี้จะเป็นผู้ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป
คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสลายไป
จุดหมายสูงสุด
จุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต์คือ
การได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร
โดยมีความเชื่อมาดั้งเดิมว่าจะมีพระเมสสิอาห์ (พระคริสต์) มาเกิดและมาช่วยไถ่บาปให้มวลมนุษย์พ้นจากบาป
และได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร ซึ่งวันนั้นจะเรียกว่า วันของพระเจ้า
คือเป็นวันที่คนชั่วคนบาปจะถูกลงโทษ ส่วนคนที่เชื่อมั่นในพระเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร
ความเชื่อและหลักปฏิบัติ
ชาวคริสต์จะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์
โดยมีอาดัมกับอีฟเป็นมนุษย์คู่แรก และเลี้ยงไว้ในสวนอีเดนของพระองค์
ซึ่งแต่แรกอาดัมกับอีฟยังมีจิตที่บริสุทธิ์
ต่อมาถูกปีศาจงูยุให้กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว
จึงทำให้จิตไม่บริสุทธิ์(คือรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว) พระเจ้าทรงสาปให้ทั้งคู่ต้องมีบาปนิรันดร
และมีลูกหลานสืบต่อกันไป โดยได้สร้างโลกให้ทั้งคู่อาศัยอยู่
จนกว่าที่ใครจะได้กินผลไม้ที่ทำให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ได้
ก็จะได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร.
สรุปว่าชาวคริสต์เชื่อว่าชีวิตนี้มีเพียงชีวิตเดียว
คือถ้าตายแล้วจะต้องถูกพิพากษาจากพระเจ้า ถ้าทำชั่วก็จะตกนรก
ถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าและทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า
บัญญัติ 10 ประการ
หมายถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับพวกเขา
บัญญัติสิบประการเป็นบัญญัติที่สำคัญสำหรับชาวคริสต์ด้วย
แม้ว่าบัญญัติสำคัญที่สุดคือบัญญัติแห่งความรัก
แต่บัญญัติสิบประการเป็นหลักการที่เป็นรูปธรรมเพื่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
แม้ว่าจะเป็นหลักการที่กว้างก็ตาม บัญญัติสิบประการมีดังนี้
1. จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว
2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมควร
3. วันพระเจ้าให้ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
4. จงนับถือบิดามารดา
5. อย่าฆ่าคน
6. อย่าล่วงประเวณี
7. อย่าลักทรัพย์
8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น
9. อย่าคิดโลภในประเวณี
10. อย่าคิดโลภในสิ่งของของผู้อื่น
ศีลศักดิ์สิทธิ์ 7
ประการ
ศีลศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนคาทอลิก มี 7
ประการ คือ
1. ศีลล้างบาป (Baptism) หรือ ศีลจุ่ม
เป็นเครื่องหมายภายนอกที่มาจากความเชื่อภายใน
เพื่อเป็นการชำระหรือลบล้างบาปกำเนิด
อาศัยการช่วยให้รอดขององค์พระเยซูคริสตเจ้า
เครื่องหมายที่สำคัญ คือ น้ำ
และการชำระล้างพร้อมกับคำกล่าวว่า "ข้าพเจ้าล้างท่าน ในพระนามของพระบิดา
และพระบุตร และพระจิต" ผลของศีลล้างบาป
ทำให้เราได้รับพระหรรษทานได้กลับเป็นลูกของพระ มีเกียรติและศักดิ์ศรีสมบูรณ์แบบ
เพื่อดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายของความศักดิ์สิทธิ์ทั้งในชีวิตนี้และชีวิต
นิรันดรในสวรรค์
2. ศีลกำลัง (Confirmation) หรือ การยืนยัน
การรับศีลกำลังจึงเป็นการยืนยัน
เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึง "การบรรลุนิติภาวะทางความเชื่อ"
หรือความศรัทธา คือการพัฒนาเติบโต มีกำลัง เข้มแข็งในความเชื่อ
สามารถเป็นพยานถึงความเชื่อ ทั้งด้วยความคิด คำพูด และการปฏิบัติ
เครื่องหมายสำคัญของศีลกำลัง คือ การปกมือ และการเจิมน้ำมัน คริสมาที่หน้าผาก
ผลของศีลกำลัง คือ การได้รับพระคุณของพระจิต 7 ประการ ได้แก่
2.1 พระดำริ หรือปรีชาญาน
ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระที่มีต่อเราอย่างผู้ที่ฉลาด
2.2 สติปัญญา ให้เราได้สามารถเข้าใจถึงความลึกลับ
และความจริงของข้อคำสอน
2.3 ความคิดอ่าน ให้เรารู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ ตัดสิน
และปฏิบัติอย่างเหมาะสมถูกต้อง
2.4 พละกำลัง ให้เรามีพลังที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก
และการถูกประจญ
2.5 ความรู้ ให้เราสามารถมีความเข้าใจในคำสอน
และข้อความเชื่อทั้งทางโลกและทางธรรม
2.6 ความศรัทธา ให้เรามีความรัก เลื่อมใสศรัทธา ผูกพัน
และวางใจในพระเสมอ
2.7 ความยำเกรงพระเจ้า ให้เรามีความเคารพ ซื่อสัตย์
และรับผิดชอบต่อหน้าพระเสมอ
สำหรับผู้โปรดศีลกำลังนั้น
โดยปกติจะเป็นพระสังฆราชประจำท้องถิ่น
3. ศีลอภัยบาป (Penance) หรือ การคืนดี
เพราะว่าเรามนุษย์มีความอ่อนแอ
และง่ายต่อการตกอยู่ในบาป ผิดพลาดไปได้ ทำให้สูญเสียชีวิตพระหรรษทาน
และอยู่ในสภาพของบาป ดังนั้น ศีลอภัยบาป เป็นการคืนดีกับพระและเพื่อนพี่น้อง
มีความเสียใจ และตั้งใจที่จะกลับคืนดี เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระหรรษทานของพระต่อไป
เครื่องหมายสำคัญ คือ
การเป็นทุกข์เสียใจ และตั้งใจจะกลับคืนดีกับพระ และเพื่อนพี่น้อง
เพื่อเป็นเครื่องหมายภายนอกที่เห็นได้
โดยการไปสารภาพบาปกับพระสงฆ์ผู้เป็นคนกลางของพระ และตัวแทนของพระศาสนจักร
ผลของศีลอภัยบาป คือ
ทำให้ผู้รับได้กลับคืนดีกับพระ และอยู่ในชีวิตพระหรรษทาน สำนึกถึงความรักของพระ
และตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไข เริ่มต้นใหม่ให้สมกับความเป็นลูกของพระในความครบครัน
เป็นอิสระจากบาป มีความบริสุทธิ์ และมีสันติในจิตใจ
4. ศีลมหาสนิท (Eucharistic;
Communion) หรือ พิธีขอบพระคุณ
เป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสตชน
เป็นศีลที่สำคัญที่สุด
เป็นองค์พระเยซูเจ้าเองที่ประทับอยู่ในศีลมหาสนิทที่เข้ามาสนิทสัมพันธ์เป็น
หนึ่งเดียวในความรักของพระองค์ เราทุกคนจึงเป็นหนึ่งเดียวกันในครอบครัว
เป็นสมาชิกหรือส่วนต่างๆในพระกายทิพย์ของพระองค์
เครื่องหมายที่สำคัญ คือ
แผ่นปังและเหล้าองุ่น ที่เป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า
เราได้รับจากพระสงฆ์ หรือผู้แทนของพระศาสนจักร ในบูชามิสซา หรือพิธีขอบพระคุณ
ผลของศีลมหาสนิท
ทำให้เราได้รับพระหรรษทาน ดำรงอยู่ในชีวิตพระเสมอไป
5. ศีลสมรส (Matrimony) หรือ ศีลกล่าว
เป็นความรักที่ ชายและหญิงมีต่อกัน
และพร้อมที่จะกล่าวประกาศว่าเขาทั้งสองรักกัน ด้วยความสมัครใจ มีอิสระอย่างเต็มที่
โดยไม่ได้ถูกบังคับ และพร้อมที่จะร่วมชีวิตคู่ เพื่อเป็นของกันและกัน
เป็นหนึ่งเดียวในความรักที่หย่าร้างไม่ได้ ที่จะซื่อสัตย์ต่อกันจนตลอดชีวิต
เพื่อเป็นเครื่องหมาย เป็นพยานถึงความรักของพระ
และพร้อมที่จะมอบครอบครัวใหม่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระ
เครื่องหมายสำคัญ คือ
คำกล่าวของคู่บ่าวสาว ต่อหน้าพระสงฆ์ผู้แทนของพระศาสนจักร
รวมทั้งบรรดาสักขีพยานว่าเขาทั้งสองรักกันและจะซื่อสัตย์ต่อกันจนกว่าชีวิต จะหาไม่
ผลของศีลสมรส
ทำให้คู่บ่าวสาวเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้องต่อหน้าพระ และต่อพระศาสนจักร
อยู่ในชีวิตพระหรรษทาน และเป็นครอบครัวคริสตชนใหม่ที่พร้อมจะให้กำเนิดบุตร
อบรมเลี้ยงดูในชีวิตคริสตชน เป็นพยานประกาศความรักของพระในความสมบูรณ์ครบครันของชีวิตครอบครัวของเขา
เพื่อช่วยกันและกันในความบกพร่อง หรือที่ขาดไปให้แก่กันและกัน
ทั้งนี้คู่บ่าวสาวจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระศาสนจักรเพื่อความดีและ
ความรอดของวิญญาน
6. ศีลบวช (Holy Orders) หรือ การถวายตัว
ผู้ที่จะสมัครบวช หรือถวายตัวแด่พระ
เป็นพระพรแห่งกระแสเรียกที่พระทรงเรียก และเลือกบุคคลหนึ่งให้ดำเนินชีวิต
และมีภารกิจในการเป็นศาสนบริการ ผู้แทนสงฆ์ของพระคริสตเจ้า ในการประกาศสอนคำสอน
การประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ และการปกครองดูแลหล่อเลี้ยงชีวิตคริสตชน
เครื่องหมายสำคัญ คือ
การปกมือของพระสังฆราชเหนือผู้รับศีลบวช ตลอดจนการเจิมน้ำมันคริสมา
เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงการประทานองค์พระจิตเจ้า เป็นการอภิเษก
และมอบอำนาจของการเป็นสงฆ์แห่งศาสนบริกร เพื่อต่องานขององค์พระคริสตเจ้า
และการถูกส่งไปเพื่อรับใช้เป็นผู้ประกาศข่าวดีแห่งความรอด
ศีลบวช มีลำดับ 3 ขั้น คือ พระสังฆราช พระสงฆ์ และสังฆานุกร
7. ศีลเจิมคนไข้ (Anointing of
the Sick) หรือ สำหรับผู้ป่วย
มิใช่เป็นศีลที่ทำสุดท้าย และจะต้องตาย
แต่เป็นศีลที่โปรดให้สำหรับผู้ป่วยที่อ่อนกำลัง ในสภาพที่น่าเป็นห่วง
หรือกำลังจะสิ้นใจ เพื่อเขาจะได้รับพระหรรษทานในยามเจ็บป่วย
และเป็นการเตรียมจิตใจให้ยึดมั่นในความเชื่อ และเพื่อการฟื้นฟูสภาพทั้งกายและจิตใจ
เครื่องหมายสำคัญ คือ
การเจิมน้ำมันที่หน้าผาก และฝ่ามือทั้งสองข้าง
เพื่อให้ผู้รับจะได้อยู่ในชีวิตพระหรรษทาน และเข้มแข็งมั่นคงในความเชื่อ
พร้อมที่จะยอมรับความเจ็บปวด และเห็นถึงพระพรในยามเจ็บป่วย มีส่วนร่วมในพระทรมาน
และการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า
ดังนั้น
ควรจะให้ผู้ป่วยได้รับในขณะที่รู้ตัว เพื่อการเตรียมจิตใจได้อย่างดี
ทั้งนี้ผู้รับก็จะสามารถรับศีลอภัยบาป และศีลมหาสนิท ซึ่งถือว่าเป็นศีลเสบียงที่ให้สำหรับผู้ป่วย
เพื่อเป็นการเตรียมกลับไปหาพระเป็นเจ้าในสภาพของชีวิตพระหรรษทานในความพร้อม
ของผู้ป่วย
ความสำคัญ
เนื่องจาก " ศีล" คือข้อปฏิบัติทางศาสนา ที่มีลักษณะเป็นพิธีกรรม
เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตประชากรของพระคริสต์
เช่น ความรักของบิดามารดาต่อบุตร มิตรภาพระหว่างเพื่อน
ความเป็นห่วงเป็นใยต่อคนเจ็บป่วย การปฏิบัติตามศีลนี้ก็สามารถให้ประชากรของศาสนาอยุ่ได้อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น
มีความสุข ก็เหมือนจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนา
ซึ่งชื่ออาจจะแตกต่างกันแต่จุดประสงค์ที่ต้องการนั้นก็มักจะสอกคล้องหรือไปในทางเดียวกันเสมอ
คัมภีร์ของศาสนาคริสต์
ศาสนาคริสต์และศาสนายูดาย
ต่างให้ความเคารพในคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยถือว่าเป็น
สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระผู้เป็นเจ้า
ตลอดจนหนทางแห่งความรอดจากทุกข์ทั้งปวง ความหมายของ “ไบเบิล” (Bible)
คือ “หนังสือหลายเล่ม ชุดหนังสือ” เพราะเป็นความหมายที่ได้มาจากศัพท์ภาษาละตินและภาษากรีก
คือ “บีบลีอา″ (Biblia) ซึ่งเป็นพหูพจน์ของ “บีบลีออน” (Biblion)
แต่ภาษาอังกฤษใช้ไบเบิล (Bible) และการที่เรียกว่าไบเบิลนี้
อาจเป็นเพราะคัมภีร์ไบเบิลประกอบด้วยหนังสือหลายเล่มแล้วนำมารวมเป็นเล่มเดียวกัน
ในเล่มเดียวกันนี้ต่อมาแบ่งเป็นสองภาค คือ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old
Testament) ซึ่งเขียนเป็นภาษาฮิบรูเกือบทั้งหมด
มีบางส่วนที่เขียนเป็นภาษาอารามาอิคและภาษากรีก
ไบเบิลในภาคนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดายและศาสนาคริสต์
จึงเป็นที่ยอมรับของทั้งสองศาสนานี้ว่า มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์
1. คัมภีร์เก่า ( Old
Testament ) หรือพันธสัญญาเดิมเป็นบันทึกเรื่องราวก่อนพระเยซูทรงประสูติ
2. คัมภีร์ใหม่ ( New
Testament ) หรือพันธสัญญาใหม่เป็นบันทึกเรื่องราวหลังจากที่พระเยซูทรงประสูติ
ในภาคพันธสัญญาเดิมคริสเตียนออร์โธด็อกซ์นี้ประกอบไปด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ทั้งหมด 46 เล่ม (แต่ในคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์หลายนิกายยอมรับเพียง 39 เล่ม) สำหรับภาคพันธสัญญาใหม่ (The new Testament) เป็นส่วนที่ยอมรับกันในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น ประกอบไปด้วยหนังสือหรือข้อเขียน27 เล่ม ซึ่งเป็นบันทึกประวัติและคำสอนของพระเยซูที่เรียกว่า “พระวรสาร” (The Gospels) มีจำนวน 4 เล่ม หนังสือกิจการอัครธรรมทูต 1 เล่ม จดหมายของบรรดาสาวกถึงคริสตชนในที่ต่าง ๆ 21 เล่ม และหนังสือวิวรณ์ 1 เล่ม
หลักคำสอนของศาสนาคริสต์
บรรดาคำสอนทั้งหลายของพระเยซูนั้นเทศนาบนภูเขา
(Sermon
on the Mount) เป็นคำสอนที่จัดเป็นระบบมากที่สุด
และแสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเยซูที่มีพระประสงค์ปฏิรูปชีวิตมนุษย์ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง
อีกทั้งเป็นหลักจริยธรรมที่พระองค์ทรงมอบให้แก่มนุษย์ทุกคนได้ปฏิบัติเพื่อความสุขในโลกนี้และโลกหน้า
ซึ่งควรแก่การศึกษา
โดยตัดมาบางข้อพอเป็นสังเขปและจัดเรียงหัวข้อตามที่ปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่
โดยเรียงตามลำดับดังนี้ คือ
1. ผู้เป็นสุข หรือบรมสุข 8 ประการ
คำสอนนี้มีลักษณะส่งเสริมการให้กำลังใจแก่คนทุกคน
เพื่อให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาได้อย่างไม่หวั่นไหว
แม้นว่าตนเองจะรู้สึกว่ามีความบกพร่องไม่ดีพอ เป็นคนมีทุกข์โศกเศร้า
เป็นคนจิตอ่อนโยน เป็นคนรักความถูกต้องเที่ยงธรรม เป็นคนจิตใจบริสุทธิ์
และเป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้งข่มเหง
บุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์
พวกเขาไม่จำเป็นต้องยินดียินร้ายต่อคำนินทาว่าร้ายของผู้อื่น
และไม่ต้องหวั่นเกรงต่อการข่มเหงของผู้ข่มเหงเหล่านั้น
2. เกลือแห่งแผ่นดินโลก
คำสอนนี้ต้องการให้มนุษย์ดำรงรักษาความดีงามเหมือนเกลือรักษาความเค็ม
เพราะถ้าทิ้งความดีไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากเกลือที่หมดรสเค็ม
ประโยชน์ที่จะพึงมีก็หมดไม่ หาคุณค่าใดไม่ได้เลย
3. ความสว่างของโลก
คำสอนนี้เป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดีและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างมั่นคง
ความดีที่เขาทำไว้จะมีผลต่อโลกและผู้อื่น
เป็นผลให้ผู้ที่เห็นความดีนั้นสรรเสริญพระเป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา
เปรียบเหมือนกับลูกที่ดีบิดาย่อมได้รับการยกย่อง เพราะความดีของลูก
4.พระธรรมบัญญัติใหม่(The
New Testament)
คำสอนนี้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของพระเยซูที่มุ่งชี้แจงให้บุคคลทั้งหลาย
ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเผยแพร่ศาสนาที่ได้ดำเนินอยู่นั้น
มิได้เป็นไปเพื่อการล้มล้างหรือยกเลิก
พระบัญญัติเดิมที่ชาวยิวได้นับถือสืบกันมาหากแต่ว่าเป็นการปฏิรูปคำสอนเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
5.ความโกรธ
คำสอนได้สะท้อนถึงข้อห้ามในพระธรรมบัญญัติเดิมที่ว่า
อย่าฆ่าคน แต่พระเยซูได้มาขยายคำสอนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
โดยชี้ให้ทุกคนพึงระวังในด้านจิตใจด้วยมิใช่ระวังแต่ทางกายเพียงทางเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ให้ผลในทางกาย
การฆ่ายากที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีความโกรธ ความโกรธจึงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ทุกคนต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นได้
ความในใจที่มีอยู่จะต้องปลดเปลื้องให้หมด
อย่าได้ติดค้างไว้เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อทับถมมากเข้าจะมีผลทางกาย
ในที่สุดทำให้เกิดการเข่นฆ่าทำลายล้างซึ่งกันและกัน
นิกาย
นิกายในศาสนาคริสต์มี 3 นิกายด้วยกันคือ
๑. นิกายโรมันคาทอลิค
(คาทอลิคแปลว่าสากล) คือเป็นศาสนาสากลของคนทั่วโลก
โดยมีพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรมประเทศอิตาลี่เป็นประมุขครองศาสนจักรและนักบวชทั่วโลก
ซึ่งนครวาติกันนี้เป็นศูนย์กลางของคาทอลิคและเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองโดยไม่ขึ้นกับประเทศอิตาลี่
๒. นิกายกรีซออร์ธอดอกซ์
ซึ่งนิกายนี้ไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรม
แต่ปฏิบัติพิธีกรรมเช่นเดียวกับนิกายโรมันคาทอลิค.
๓. นิกายโปรแตสแต๊นท์
เกิดขึ้นโดยนักบวชชื่อลูเทอร์เป็นผู้สถาปนาขึ้นที่ประเทศเยอรมัน
ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งครัดในคัมภีร์มาก และไม่ขึ้นกับพระสันตปาปาแห่งนครวาติกัน
สถานที่สำคัญทางศาสนา
สถานที่ที่พระเยซูทรงประสูติ
อยู่ที่กรุงยูซาเล็ม ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของประเทศอิสราเอล
จัดทำโดย
นาย ธีราดา อิมามี
ขอบคุณข้อมูลจาก
1. https://sites.google.com/site/arc213site/sil-sakdisiththi-7-prakar-1
2. http://fma.or.th/oratoryonline/?p=1854
3. https://sites.google.com/site/irajew09/phra-yesu-sasda-haeng-sasna-khrist/bayyati-sib-prakar
4. http://www.whatami.net/tri/rel11.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น